อดีต CEO วัย 68 ใช้ AI รันธุรกิจใหม่กว่า 10 อย่างด้วยตัวคนเดียว | Run By AI Live
สรุปสั้นๆ: Run By AI Live ครั้งแรก ผมชวนลุงตี่ อดีตผู้บริหารธุรกิจน้ำมันเครื่องในเครือญี่ปุ่นวัย 68 มาเล่าว่าหลังเกษียณ ลุงตี่ใช้ทีม AI 3 ตัวรันงานกว่า 10 โปรเจกต์ ตั้งแต่ดูแลเพจ Facebook 231 เพจ เขียนหนังสือ ไปจนถึงทำเกมการศึกษาให้เด็กต่างจังหวัด สิ่งที่ลุงตี่ยังทำเองคือคิดว่าจะทำอะไร และตรวจว่าสิ่งที่ AI ทำมาถูกจริงไหม
Run By AI Live เป็นไลฟ์เดือนละครั้งที่ผมตั้งใจทำ ผมไม่ได้อยากมาอัปเดตว่า AI ทำนั่นได้ ทำนี่ได้ เพราะทุกคนก็รู้กันอยู่แล้วว่ามันเหมือนมี Superpower แต่ผมอยากชวนมาดูการให้ AI รันงาน รันธุรกิจแบบเป็น Workflow ทำงาน 1 2 3 4 5 แทนเราเป็นระบบ แล้วเหลืองานให้เราทำน้อยที่สุด หรือเหลือแค่งานที่สำคัญที่สุดจริงๆ
ไลฟ์แรกผมได้รับเกียรติจากแขกรับเชิญที่ผมคิดว่าตอบโจทย์ที่สุด เพราะเราใช้คำว่า "ใช้ AI ทำนั่นทำนี่" กับเขาไม่ได้ ต้องใช้คำว่า Run By AI จริงๆ ผู้ชายคนนี้ใช้ AI รันโปรเจกต์ธุรกิจเป็นสิบๆ โปรเจกต์ ผมเรียกเขาว่าลุงตี่
ลุงตี่คือใคร
ลุงตี่อายุ 68 ปี เรียนจบปริญญาเอกด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ทำงานเป็นนักวิจัยที่ TDRI ราว 5 ปี เคยทำบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ เคยเป็นรองอธิการบดีมหาวิทยาลัย แล้วมาทำธุรกิจของครอบครัวที่ขายน้ำมันเครื่อง ซึ่งตอนนี้เป็นบริษัทลูกของบริษัทญี่ปุ่น ยอดขายราว 8,000 ล้านบาทต่อปี ลุงตี่เริ่มวางมือตอนอายุราว 65-66
ทุกวันนี้ถ้าค้นคำว่า "ลุงตี่" ใน Facebook จะเจอเพจของลุงตี่หลายเพจที่มีผู้ติดตามหลายแสน
ทำไมเกษียณแล้วยังมาเรียน AI
ลุงตี่เล่าว่าตอนทำงาน ทุกเช้าตื่นขึ้นมามีเป้าหมายว่าต้องแต่งตัวไปทำงาน พอเกษียณ คำถามก็เกิดขึ้นว่าเราทำอะไรอยู่ ลุงตี่ไปดูสถิติแล้วพบว่าคนที่เลิกทำงานแล้วเลิกทำอะไรไปเลย จะเฉาลงในเวลาประมาณ 7-8 ปี
ลุงตี่ไม่อยากเฉา เลยบอกให้คนเลิกเรียกว่า "ท่าน" แล้วทำตัวเป็นเด็กอนุบาล เริ่มเรียนรู้ใหม่หมด ตั้งแต่โซเชียลมีเดียไปจนถึง AI
อีกเหตุผลคือ Passion ที่อยากช่วยคนวัยเกษียณ ลุงตี่ยกตัวอย่างว่าถ้ามีเงินเก็บ 4 ล้านบาท ใช้ชีวิตเดือนละ 50,000 บาท ปีหนึ่งก็ 600,000 บาท เงินจะอยู่ได้แค่ราว 7 ปี ก๋วยเตี๋ยวห้ามขึ้นราคา ห้ามเจ็บป่วย แล้วถ้าเงินหมดตอนอายุ 68 แต่ยังอยู่ถึง 80 จะทำยังไง ลุงตี่อยากสอนคนกลุ่มนี้ให้สร้างรายได้ได้ แต่จะพูดได้ ก็ต้องลองทำให้มีรายได้จริงก่อน
231 เพจ 100 กว่าช่อง YouTube ก่อนและหลังมี AI
ลุงตี่ทำเพจ Facebook 231 เพจ และช่อง YouTube อีก 100 กว่าช่อง เริ่มจากเรื่องบริหารธุรกิจ แล้วขยายไปตามเรื่องที่ชอบ ทั้งธรรมะ (เกือบ 10 เพจ) เรื่องผี ประวัติศาสตร์ อวกาศ มนุษย์ต่างดาว อารยธรรมโบราณ จิตวิทยา
- ช่วงแรก ทำเอง ทำคลิปทีละคลิป ทำได้แต่ไม่ได้จำนวน
- ต่อมา จ้างคน คนละประมาณ 20,000 บาทต่อเดือน ได้คลิปไม่กี่คลิป และค่าจ้างแพงกว่ารายได้ที่เพจทำได้
- ลองต่อระบบอัตโนมัติ เริ่มจาก Make ซึ่งยากมาก แล้วมาเรียน n8n กับผม (เรารู้จักกันตอนนั้น) ต่อ node ทีละ node เป็น workflow
- ตอนนี้ ใช้ AI Agent สั่งด้วยภาษาคนว่าอยากได้อะไร AI คิด workflow เอง ทำเอง ตั้งเวลาให้รันเองทุกวัน แล้วรายงานกลับมาว่าสำเร็จหรือไม่สำเร็จ
ลุงตี่จ่ายค่า AI แบบเต็มที่ รวมราว 21,000 บาทต่อเดือน แต่ไม่ต้องหาคนมาทำเลย และดูแลได้ 200 กว่าเพจ
ทีม AI 3 ตัว: จิม จอน โจ้
ตอนแรก AI ส่งรายงานผ่าน Telegram ได้ แต่เป็นการสื่อสารทางเดียว ลุงตี่อยากคุยโต้ตอบได้ AI เลยแนะนำให้สร้าง LINE OA ขึ้นมา ตอนนี้ลุงตี่คุยกับผู้ช่วย AI ชื่อ จิม ผ่าน LINE ได้ตลอด สั่งงานตอนกลางคืน เช้ามาดูงาน จิมทำงานได้ 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องเปิดคอมทิ้งไว้
พองานเยอะขึ้นจนความจำเริ่มเต็ม ลุงตี่ก็เพิ่มอีก 2 ตัว คือ จอน และ โจ้ แต่ละตัวมีหน้าที่ของตัวเอง เปิดงานได้หลายแท็บพร้อมกัน ระหว่างรอตัวหนึ่งก็สั่งงานอีกตัวไปได้
สิ่งที่ลุงตี่ชอบที่สุดคือ AI จำทุกเรื่องที่เคยคุยกันได้ วันไหนจำไม่ได้ว่าเปิดงานอะไรค้างไว้บ้าง ก็สั่งให้ไปอ่านทั้งหมดแล้วสรุปมาว่าเรื่องไหนด่วน เรื่องไหนรอได้ เรื่องไหนลุงตี่ต้องทำเอง AI กลายเป็นเลขาส่วนตัวไปด้วย
ลุงตี่ยังเอาสกิลที่คนแจกไว้บน GitHub มาเติมให้ AI จนตอนนี้มีสกิล 300 กว่าตัวที่ทำงานเฉพาะให้ลุงตี่
เขียนหนังสือด้วยทีม AI จนบรรณาธิการแยกไม่ออก
ใครๆ ก็สั่ง AI เขียนหนังสือได้ แต่ลุงตี่เคยส่งต้นฉบับไปสำนักพิมพ์แล้วโดนปฏิเสธ เพราะเขารู้ว่าเป็น AI ลุงตี่เลยสร้าง workflow การเขียนขึ้นมาใหม่
- Story Bible AI เขียนโครงทั้งเล่มเป็นไฟล์ Excel 7-8 ชีต ตั้งแต่เขียนเพื่ออะไร ใครอ่าน ผู้อ่านได้อะไร สารบัญ รายละเอียดแต่ละบท และคำถามที่ลุงตี่ต้องตอบก่อนเริ่มเขียน
- แตกทีมเขียน หนังสือ 25 บท AI แตกตัวเองเป็น 5 ตัว เขียนคนละ 5 บท โดยทุกตัวเขียนตาม Story Bible เดียวกัน
- บรรณาธิการอาวุโส ใช้โมเดลตัวแพงที่ฉลาดที่สุด ใส่สกิลแบบบรรณาธิการหนังสือขายดี อ่านทั้งเล่มแล้วคอมเมนต์กลับไปให้ทีมเขียนแก้
- เกลาเป็นภาษาคน อีกสกิลหนึ่งให้คะแนนกลิ่น AI ถ้าเกิน 10 ให้ตีกลับ
ตอนนี้ส่งให้บรรณาธิการอ่าน เขาไม่รู้แล้วว่าใครเขียน ลุงตี่มีหนังสือวางขายบนชั้นแล้ว 10 กว่าเล่ม เล่มแรกใช้เวลาเขียนหนึ่งปี ตอนนี้ราว 20 นาทีต่อเล่ม และยังมีต้นฉบับรอจัดการอีก 100 กว่าเล่ม ลุงตี่ใส่ประวัติและประสบการณ์ของตัวเองเข้าไปให้ AI ด้วย หนังสือเลยมีตัวตนของลุงตี่อยู่ในนั้น ไม่ใช่หนังสือกลางๆ
Orchestrate ก็คือการบริหารทีม
ฟังลุงตี่แล้วผมนึกถึงคำว่า Orchestrate คำนี้ฟังดูหรูหรา แต่ถ้าแปลตามที่ผมเข้าใจ มันก็คือการบริหารทีม มีโปรเจกต์หนึ่ง ออกแบบขั้นตอนการทำงาน แล้วมีตัวคุมงานคอยตรวจและให้คะแนน ผมคิดว่าคนทำต้องมีทักษะการบริหาร ซึ่งเป็นพื้นฐานของลุงตี่อยู่แล้ว
ลุงตี่ไม่เห็นด้วย ลุงตี่บอกว่าใครก็ทำได้ ระบบตอนนี้ไม่ได้ยาก ที่ยากคือเรามีจินตนาการไหม และเราไปถึงจินตนาการนั้นได้หรือเปล่า
AI คือช้างสาร เราคือควาญช้าง
ลุงตี่เปรียบ AI เป็นช้างสารที่แรงเยอะ ไปไหนต้นไม้ล้มหมด แต่มันเดินไปตามทางของมันเอง เราต้องเป็นควาญช้างที่บอกให้มันเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา หยุด
สิ่งที่ AI ทำมาไม่ได้แปลว่าถูก เพราะ AI ถูกสอนมาว่าไม่รู้ไม่ได้ ถ้าไม่รู้มันก็สร้างคำตอบขึ้นมาเหมือนรู้ เราต้องใช้ประสบการณ์ตัวเองอ่านว่าที่มันตอบมาใช่ไหม ส่วนเรื่องที่ไม่ถนัด ลุงตี่ไปถามผู้เชี่ยวชาญตัวจริงแล้วเอาความรู้นั้นมาสอน AI ต่อ
เริ่มโปรเจกต์ใหม่จาก 3 คำถาม
ทุกโปรเจกต์ของลุงตี่เริ่มจาก 3 คำถาม
- เรามี Passion กับมันไหม
- เรามีความรู้ไหม ถ้าไม่มี หาได้ไหม
- สิ่งที่เราจะสร้าง โลกต้องการไหม ถ้าโลกไม่ต้องการ ทำไปก็ไม่มีประโยชน์
จากนั้นก็ไล่ต่อยอดไปเรื่อยๆ ทำคอนเทนต์ก่อน แล้วติดตะกร้า Shopee Affiliate ต่อด้วย Amazon แล้วมีสินค้าของตัวเองคือหนังสือ พอจะขายเองก็ให้ AI ทำเว็บไซต์ ระบบรับเงิน ระบบตรวจสลิป จนวันหนึ่งลุงตี่บอก AI ว่า "ผมจะเป็นนักลงทุน คุณเป็น CEO CFO COO ไปขายสินค้าผม แล้วผมรับเงิน" AI ก็สร้างระบบนี้ให้
เวลาจะขายอะไรใหม่ ลุงตี่ให้ AI ไปทำวิจัยหาช่องว่างของตลาดก่อน เช่น สินค้าดิจิทัลบน Etsy ซึ่งมีคนขายรูปแข่งกันมหาศาล หรือ e-book ภาษาไทยบน MEB ว่าหมวดไหนคนสนใจแต่คู่แข่งน้อย แล้วค่อยเขียน ค่อยวางขาย ส่วนคอร์สเรียนต่างๆ ลุงตี่ก็ให้ AI เรียนแทน แล้วให้มันทำงานตามที่เรียนมา
โปรเจกต์อื่นๆ ที่เล่าในไลฟ์
- AI Influencer ชื่อนิรา สร้างหน้าตาต้นแบบขึ้นมาแล้วล็อกไว้ ให้ AI โพสต์ชีวิตประจำวันเหมือนอินฟลูเอนเซอร์ทั่วไป จนมีคนติดตาม แล้วใช้รีวิวสินค้าของตัวเอง แทนการจ้างอินฟลูเอนเซอร์ครั้งละหลายแสน
- เกมความรู้ชิงทุนการศึกษา ต่อยอดจากรายการทีวี Journey of Dreams ที่ลุงตี่ไปสัมภาษณ์เด็กโรงเรียนต่างจังหวัด AI ช่วยพัฒนาระบบ 4 โมดูล ตั้งแต่คุมเกม จอคะแนน เล่นบนมือถือ ไปจนถึงคลังคำถาม แล้วให้จิม จอน โจ้ ลองเล่นทดสอบกันเอง
- เกมจำลองธุรกิจร้านกาแฟ ให้เด็กมัธยมทีมละ 5 คนบริหารเงิน 2 ล้านบาท เจอเหตุการณ์ใหม่ทุกเดือน พนักงานลาออก วัตถุดิบขาด คู่แข่งมาเปิดข้างๆ ตอนนี้มีโรงเรียนติดต่อมา 30 โรงเรียน
- เรื่องเล่าธรรมะ หยิบเรื่องในพระไตรปิฎกที่คนไม่ค่อยรู้มาเล่าให้สนุก ทำเป็นหนังสือ 2 เล่ม และช่องเผยแพร่
ถ้าต้องเริ่มจากศูนย์ ให้ AI ถามเราก่อน
มีคนถามว่าถ้าต้องเริ่มใหม่จากศูนย์ จะเริ่มยังไงให้มีรายได้เร็วที่สุด ลุงตี่แนะนำว่า
- อย่าถามกว้างๆ ถ้าถามว่า "ผมควรทำอะไรดี" AI ก็จะตอบกว้างๆ ไปขายก๋วยเตี๋ยว ไปเปิดร้านกาแฟ
- ให้ AI ถามเรากลับก่อน เล่าว่าเราอยากได้อะไร เช่น รายได้เดือนละ 50,000 แล้วสั่งว่า "ก่อนตอบ ให้ถามผมมา 5 ข้อ" ตอบไปเรื่อยๆ จนมันเข้าใจเรา แล้วค่อยให้มันวางแผน ลุงตี่เคยให้มันทำแผนเป็นรายเดือนตลอดทั้งปีมาแล้ว
- พิมพ์ไม่ไหวก็พูดเอา ใช้แอปพิมพ์ด้วยเสียง หรือปุ่มไมค์ในแอป AI ยิ่งพูดละเอียด AI ยิ่งเข้าใจ และมันจะจับสำนวนเราไปเขียนงานให้ด้วย
ผมเห็นด้วยมาก เจอหลายคนแล้วที่พอบอกให้คุยกับ AI แล้วพิมพ์ไม่ออก แต่พอให้พูด กลับเล่าได้เป็นฉากๆ
ถ้าทุกคนใช้ AI แบบนี้ จะตันไหม
ลุงตี่บอกว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนแรกที่คิดเรื่องไหนเลย ทุกอย่างมีคนทำมาก่อนแล้ว คำถามคือเราจะทำให้ต่างยังไง ลุงตี่ยกตัวอย่างหมู่บ้านในญี่ปุ่นที่ปลูกข้าวปลอดสารพิษ ใช้น้ำกรองอย่างดี ห้ามรถน้ำมันเข้าพื้นที่ ขายข้าวได้กิโลละราว 2,000 บาท ขณะที่ข้าวทั่วไปกิโลละ 150-200 บาท
ความต่างที่ AI ลอกไม่ได้คือประสบการณ์ของเราเอง ใส่มันเข้าไปในงาน ผลลัพธ์ก็จะไม่เหมือนใคร
ผมขอเสริมว่า ทำอะไรก็ตาม ไม่เกี่ยวกับ AI 95% จะตัน ที่เหลือคือ 5% ที่เก่งที่สุด ทำให้ตัวเองอยู่ใน 5% นั้นให้ได้
สิ่งที่ผมอยากฝากไว้: สร้างง่าย ขายยาก
ฟังลุงตี่แล้วหลายคนพรุ่งนี้ก็ไปสั่ง AI สร้างตามได้หมด การสร้างเป็นเรื่องง่ายมากแล้ว สิ่งที่ยากจริงๆ คือทำให้มีคนใช้จริง ขายได้จริง พอสร้างง่าย ทุกคนก็สร้าง แล้วขายไม่ได้ กลายเป็นการผลิตขยะอย่างมีประสิทธิภาพด้วย AI
คำแนะนำของผมจะน่าเบื่อที่สุด ถ้าวันนี้คุณมีธุรกิจที่ทำรายได้อยู่ ยังเดินต่อได้ ให้โฟกัสตรงนั้น ยึดให้แน่น แล้วเอา AI มาช่วยงานในธุรกิจนั้น ดีกว่าเอา AI ไปสร้างของใหม่ เพราะของใหม่ที่คุณกำลังจะสร้าง คนอื่นก็ใช้ AI สร้างได้เหมือนกัน
ลุงตี่ปิดคำถามสุดท้ายเรื่องคนที่แปะลิงก์ขายของแล้วไม่มียอด ว่าต้องให้คุณค่าก่อน ให้คนรู้สึกว่าพึ่งพาเราได้ และเชื่อในความสามารถของเรา แล้วไม่ว่าขายอะไรก็ขายได้ คนจะซื้อจากคนที่เขาเชื่อ
ผมคิดว่านี่คือเรื่องที่ AI ทำแทนไม่ได้ ไม่ต้องเชื่อที่ผมพูดก็ได้ ดูที่ผมทำ ผมไม่ค่อยทำคอนเทนต์เลย แต่ผมเชื่อว่าถึงเวลาแล้ว เพราะพอ AI แมส ทุกอย่างจะเต็มไปด้วยของที่มาจาก AI ของที่มาจากคนจริงๆ จะมีคุณค่ามากขึ้น นี่คือเหตุผลที่ผมชวนลุงตี่มาคุย และจะมี Run By AI Live ทุกเดือนต่อจากนี้
ขอบคุณลุงตี่ และทุกคนที่อยู่กันจนจบไลฟ์ครับ
คำถามที่พบบ่อย
คนอายุเยอะ ไม่ใช่สายเทค ใช้ AI รันงานแบบนี้ได้ไหม
ได้ ลุงตี่เริ่มเรียน AI หลังเกษียณตอนอายุ 65 ไม่ได้เขียนโค้ดเป็น ใช้วิธีคุยกับ AI ด้วยเสียง ถามทีละขั้น และแคปหน้าจอส่งให้ AI บอกว่าต้องกดตรงไหน สิ่งที่ต้องมีคือไอเดียว่าอยากทำอะไร และเวลาที่จะอยู่กับมันจนมันเข้าใจเรา
ถ้าต้องเริ่มจากศูนย์ ควรถาม AI ยังไง
อย่าถามกว้างๆ ว่าควรทำอะไรดี ให้เล่าว่าเราเป็นใคร อยากได้อะไร แล้วสั่งให้ AI ถามคำถามเรากลับก่อนอย่างน้อย 5 ข้อ คุยกันจนมันเข้าใจเรา แล้วค่อยให้มันเสนอแผน คำตอบที่ได้จะเฉพาะกับเรา ไม่ใช่คำตอบกลางๆ ที่ใครถามก็ได้เหมือนกัน
Agent กับ Sub-agent ต่างกันยังไง ต้องสร้างเองไหม
Agent คือตัวที่เราคุยและสั่งงาน ส่วน Sub-agent คือตัวที่ Agent แตกออกมาช่วยงานเอง เช่น สั่งเขียนหนังสือ 25 บท Agent อาจแตก Sub-agent 5 ตัวช่วยกันเขียนตัวละ 5 บท ผู้ใช้ทั่วไปไม่ต้องไปจัดการ Sub-agent เอง
ถ้าทุกคนใช้ AI สร้างของเหมือนกันหมด จะตันไหม
การสร้างของด้วย AI ง่ายมากแล้ว ที่ยากคือทำให้มีคนใช้และขายได้จริง คำแนะนำในไลฟ์คือ ถ้ามีธุรกิจที่ทำรายได้อยู่แล้ว ให้โฟกัสเอา AI ไปช่วยธุรกิจนั้นก่อนสร้างของใหม่ และสร้างความต่างจากประสบการณ์ของตัวเองที่คนอื่นลอกไม่ได้
