หยุดสั่ง AI 7 วัน งานอะไรยังเดินอยู่ ผู้ใช้ AI 4 กลุ่ม และกลุ่มที่ควรไปให้ถึง
สรุปสั้นๆ: ทุกคนใช้ AI แล้ว แต่ผลลัพธ์ไม่เท่ากัน ผมแบ่งผู้ใช้ AI เป็น 4 กลุ่ม คือใช้แชต ใช้สร้างสื่อ ใช้สร้างของ และใช้รันงานแบบเป็น Workflow คำถามที่แยกกลุ่มเหล่านี้ออกจากกันคือ ถ้าเราหยุดสั่งงาน AI สักหนึ่งสัปดาห์ งานอะไรยังเดินอยู่ สามกลุ่มแรกงานจะหยุดตามไปด้วย มีแค่กลุ่มสุดท้ายที่งานยังเดินต่อ และนี่คือจุดที่ผมคิดว่าเราทุกคนควรพยายามไปให้ถึง
ถ้าคุณเป็นคนที่ใช้งาน AI มีคำถามหนึ่งที่เราควรถามตัวเอง สมมติว่าเราหยุดสั่งงาน AI หยุดเข้าเว็บไปพิมพ์ Prompt หยุดเข้าไปกด Generate รูป Generate วิดีโอ สักหนึ่งสัปดาห์ งานอะไรบ้างของเรายังคงดำเนินต่อไปได้ตามปกติ
ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ที่เรียกตัวเองว่าเป็นผู้ใช้ AI จะค้นพบว่างานส่วนใหญ่หยุดชะงักตามไปด้วย ทำไมถึงเป็นแบบนั้น แล้วเราแก้ปัญหานี้ได้ยังไง บทความนี้จะพาไปรู้จักผู้ใช้ AI รูปแบบต่างๆ ครับ
ก่อนอื่นต้องบอกว่าผมไม่ได้เป็น AI Expert ไม่ได้คอยติดตามข่าวใหม่ๆ เกี่ยวกับ AI สักเท่าไหร่ ผมเป็นผู้ใช้มากกว่า เอนมาทางด้านการเอาไปใช้จริงในธุรกิจ สิ่งที่เขียนในบทความนี้จึงเป็นการตกผลึกจากประสบการณ์และสิ่งที่ผมเห็น
ทุกคนใช้ AI แล้ว แต่ได้ผลลัพธ์ไม่เท่ากัน
ผมคิดว่าคนที่ติดตาม Income in Click Thailand ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการไม่ใช้ AI แล้ว เราจะไม่คุยกันว่าคนที่ใช้ AI จะมาแทนคนที่ไม่ใช้ ผมเชื่อว่าทุกคนเป็น AI User เรียบร้อยแล้ว
แต่แม้ว่าเราจะใช้ AI เหมือนกัน ก็มีคนที่ได้ผลลัพธ์จาก AI ในระดับสูงและระดับต่ำไม่เท่ากัน นี่ต่างหากคือเรื่องที่น่าสนใจ
จากที่ผมเห็นในวงการคนใช้ AI เพื่อนๆ ที่ทำธุรกิจ และนักเรียนที่ผมสอน ผมพบว่าผู้ใช้ AI แบ่งกว้างๆ ได้ประมาณ 4 กลุ่ม วัดด้วยคำถามข้างต้นนั่นแหละ ว่าถ้าเราหยุดใช้งาน AI ไปพักหนึ่ง งานอะไรยังเดินต่อไปได้อยู่
กลุ่มที่ 1: ใช้ AI เพื่อแชต
กลุ่มนี้ใหญ่ที่สุด ถ้าใครเห็นตัวเลข AI Adoption ของประเทศไทยอาจจะตกใจเหมือนที่ผมเคยตกใจ คนไทยใช้ AI เยอะมาก แต่คนส่วนใหญ่ก็คือผู้ใช้กลุ่มแรกนี่แหละ
ตัวเลข Adoption ที่ดูสูงมันตามมาด้วย Use Case 2 อย่างที่ค่อนข้าง make sense อย่างแรกคือใช้ดูดวง อย่างที่สองคือใช้แปลภาษา
ดีขึ้นมาหน่อยก็คือคนที่ใช้ให้ช่วยหาข้อมูล ส่ง Data ไปให้ช่วยจัดกลุ่ม หรือหา Insight กลุ่มนี้ได้ประโยชน์มากกว่า เหมือนมี AI เป็นที่ปรึกษา ทำงานได้เร็วขึ้นง่ายขึ้น แต่ก็ยังอยู่ในกลุ่มเดียวกัน
เพราะโดยทั่วไปแล้ว เราจะได้ประโยชน์จาก AI ก็ต่อเมื่อเราสั่งงานหรือคุยกับเขาเท่านั้น ถ้าเราลบแอป AI ออกจากมือถือ ก็จะไม่ได้อะไรจาก AI กลับมาเลย
กลุ่มที่ 2: ใช้ AI สร้างสื่อ
กลุ่มนี้ใช้ AI เจนรูป เจนวิดีโอ ได้ประโยชน์คือสร้างสื่อได้เร็วขึ้น สื่อบางอย่างที่เคยต้องใช้เงินมหาศาลหรือใช้เวลานาน ก็ทำได้แล้ว อาจจะทำได้ด้วยตัวคนเดียวด้วยซ้ำ เมื่อก่อนต้องไปเรียนเครื่องมือยากๆ ปัจจุบัน Learning Curve ต่ำมากแล้ว
แต่ก็เช่นเดียวกัน ถ้าหยุดเข้าไปเจนรูป หยุดเข้าไปเจนคลิป งานก็หยุดชะงัก
กลุ่มนี้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สำหรับคนไทย และขยายไปสู่สายนอนเทคแล้ว เรียกได้ว่าใครๆ ก็เจนรูปด้วย AI ได้แล้ว แต่ต่อให้ใช้ AI จริง งานก็อาจจะไม่ได้รู้สึกว่าลดลง หรือได้ผลลัพธ์ในชีวิตที่ดีขึ้นมากสักเท่าไหร่
กลุ่มที่ 3: ใช้ AI สร้างของ
กลุ่มนี้ใกล้เคียงกับกลุ่มที่ 2 แต่เป็นของทางด้านเทค ใช้สร้างเว็บไซต์ เว็บแอปพลิเคชัน หรือส่วนหนึ่งของ Product อย่าง Digital Product และ Digital File
หลายคนเอา AI ไปสร้างสิ่งที่มีประโยชน์เยอะแยะมากมาย อย่างตัวผมเอง ถ้าไม่มี AI ผมก็สร้างซอฟต์แวร์แบบ Software as a Service ไม่ได้เลย AI ช่วยให้ได้ผลลัพธ์ดีขึ้นและได้มากขึ้นมาก
แต่ปัญหาของกลุ่มนี้ยังอยู่เหมือนเดิม ถ้าหยุดสั่งงาน หยุดคุยกับ AI งานก็ไม่เดิน กลุ่มนี้อาจจะเริ่มสร้าง Product ที่ทำให้ชีวิตดีขึ้นบ้างแล้ว ทำงานน้อยลงแล้ว แต่สุดท้ายงานจะเดินก็ต่อเมื่อมาคุยมาสั่งงานกับ AI อยู่ดี
กลุ่มที่ 4: ใช้ AI รันงานแบบเป็น Workflow
นี่คือกลุ่มสุดท้ายที่ผมคิดว่าเราทุกคนควรพยายามก้าวมาให้ถึง และเป็นแนวโน้มของโลกยุคนี้
AI ค่ายใหญ่ทยอยออก AI รูปแบบนี้มาเรื่อยๆ เมื่อเดือนสิงหาคมมี Grok Bot ของค่าย X ต้นเดือนกันยายนมี Muse ของ Meta และปลายเดือนกันยายน OpenAI ก็ออกตัวที่ชื่อว่า Dots ทั้ง 3 ตัวนี้คือ AI ที่เรียกว่า Personal Assistant
ต่างจาก AI แชตและ AI สร้างสื่อตรงที่ AI พวกนี้รันงานได้เองอัตโนมัติ ถ้าเราออกแบบ Step หรือ Workflow จากรูปแบบการทำงานปัจจุบันของเราให้เขา เขารันงานแบบนั้นได้ตลอด 24 ชั่วโมง ต่อให้เป็นงานที่เราไม่ได้ปล่อยให้รันเองตลอด การสั่งงานเขาก็ย่นระยะเวลาไปได้เยอะมาก เราสั่งสั้นๆ แล้วให้เขาไปรันงานต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ได้เลย
ทุกค่ายออกมาเหมือนกันหมด แปลว่ามันคือเทรนด์ อีกไม่นานทุกคนน่าจะมี AI ที่เป็นผู้ช่วยส่วนตัวแบบนี้
นอกจากค่ายใหญ่ยังมี Open Source ด้วย คือ AI Agent แบบเดียวกันที่เราเอาไปติดตั้งบนเซิร์ฟเวอร์ของเราเองหรือลงในคอมของเราได้ ชื่อที่ดังๆ ก็เช่น OpenClaw และ Hermes Agent ซึ่งคนก็ใช้กันมากขึ้นเรื่อยๆ
ไม่มาทางนี้ ธุรกิจไม่ได้เจ๊ง
เวลาผมพูดว่าแนวโน้มจะมาทางนี้ ไม่ได้แปลว่าใครไม่มาทางนี้ หรือแม้แต่ใครไม่ใช้ AI แล้วธุรกิจจะเจ๊งหรือตกยุค ผมมีเพื่อนหลายคนที่ทำธุรกิจและไม่ได้ตาม AI บางคนเพิ่งเข้าสู่โลกโซเชียลมีเดียเมื่อไม่นานนี้ด้วยซ้ำ แต่ธุรกิจก็ยังอยู่ได้
ผมมองว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็นต้องทำถึงจะอยู่ได้ แต่เป็นการเปิดโอกาสมากกว่า ใครกระโดดเข้าไปก่อนก็จะคว้าโอกาสนี้ และอาจจะโตได้เร็วกว่าคนอื่น ไม่ต้องตื่นตระหนกขนาดนั้นครับ
ปัญหาของ AI แบบ Personal Assistant ตอนนี้
ปัญหามีอยู่ว่า ถ้าเริ่มจาก Muse ของ Meta วันที่ผมอัดคลิปนี้คนไทยยังใช้ไม่ได้ มีอยู่ที่สหรัฐฯ ที่เดียว ส่วน Grok Bot กับ Dots ก็จะผูกอยู่กับ AI ของค่ายตัวเอง ราคาค่อนข้างสูง และต้องใช้แพ็กเกจสูงถึงจะใช้งานได้
ส่วน OpenClaw กับ Hermes ผมคิดว่าค่อนข้าง Technical ต้องมีการเซ็ตอัป ต้อง Run Code ต้องไปซื้อ Server ผู้ใช้ต้อง Tech Savvy นิดหนึ่ง และงานพวกนี้เปลี่ยนไปตลอดเวลา วันนี้วิธีทำเป็นแบบหนึ่ง พรุ่งนี้อาจจะเปลี่ยนไปแล้วก็ได้
วันนี้ OpenClaw กับ Hermes ต่อใช้งานกับ ChatGPT แบบ Subscription ได้ พรุ่งนี้ไม่แน่ เขาอาจจะไม่ให้ต่อแล้ว ต้องเปลี่ยนไปใช้ API ซึ่งค่อนข้างแพง บางคนอาจจะเลือกไปใช้ AI ของค่ายจีน ซึ่งก็เก่งมากแล้ว แต่บางงานก็ต้องวาง Harness ให้ดี หรือสอนงานเขาให้ดี สุดท้ายก็วนกลับมาที่ต้องมีความรู้เรื่องการใช้งาน AI และ Programming ค่อนข้างดี
ถ้าใครไม่คอย Keep Up ก็จะตามไม่ทัน วันหนึ่งอาจจะหลุด ใช้งานไม่ได้ขึ้นมา เจอปัญหา เจอบั๊ก
ผมเลยสร้าง Newton ขึ้นมา
ปัญหานี้ทำให้ผมสร้าง AI Agent ลักษณะนี้ขึ้นมาตัวหนึ่งเหมือนกัน ชื่อ Newton เป็น AI Agent สำหรับคนที่เป็นสายธุรกิจโดยเฉพาะ
- รันงานเป็น Workflow ได้ สั่งงานเป็น Step แล้วให้รันเองอัตโนมัติ 24 ชั่วโมง ต่อให้ไม่เข้าไปสั่ง งานก็ยังรันอยู่
- ใช้งานจริงกับธุรกิจผมเอง เช่น ทุกวันเขาจะไปเก็บบิลขายจ่ายของผมแล้วส่งไปไว้ที่ Google Drive ให้เอง
- ไม่มีส่วนของ Technical สมัครใช้งานแล้วเชื่อมต่อกับ Subscription ของ Claude, ChatGPT หรือ Gemini ได้ทั้ง 3 ค่าย ไม่ผูกกับค่ายใดค่ายหนึ่ง
- อัปเดตให้ตลอด เพราะเป็น Agent ของผมเอง
- มี Support ภาษาไทย มี AI ของผมคอยช่วย ถ้า AI ช่วยไม่ไหวก็มีผมนี่แหละคอยช่วยเหลือ
ตรงนี้แอบแวะขายของนิดหนึ่งจริงๆ เพราะมันเชื่อมโยงกับเรื่องที่เราคุยกันวันนี้ แต่ไม่ว่าคุณจะใช้ Newton หรือเปล่า ผมคิดว่าเทรนด์มาทางนี้แล้ว
ใครกันแน่ที่ใช้ใคร
คำถามตั้งต้นเป็นตัวเซ็ตโทนได้ดีเลย ว่าวันนี้ใครกันแน่ที่เป็นคนใช้ใคร AI ใช้เรา หรือเราใช้ AI
AI อาจจะมาช่วยงานเราก็จริง แต่ถ้าเราหยุดสั่งงานมันแล้วงานเราหยุดไปด้วย จริงๆ แล้วเราอาจจะถูกมันใช้งานอยู่ก็ได้
ผมคิดว่าทุกคนน่าจะต้องพยายามไปถึงจุดที่เซ็ต AI ให้ทำงานอัตโนมัติได้ ต่อให้เราหยุดสั่งงาน มันก็เหมือนผู้ช่วยคนหนึ่งที่ได้รับเป้าหมายไปแล้ว และไปทำงานให้สำเร็จตามนั้น ถ้าทำได้แบบนี้ เราจะเป็นผู้ใช้ AI ส่วนน้อยที่น่าจะคว้าโอกาสได้เร็วกว่าคนอื่น
ต่อจากนี้ในช่อง Income in Click Thailand
- Income in Click Podcast จะค่อยๆ ปล่อยออกมาเรื่อยๆ แบบนี้
- Run by AI วันที่อัดคลิปนี้ยังไม่มีสักคลิป แต่จะมาแน่นอน ธีมคือการใช้งาน AI แบบเป็น Workflow และผมอาจจะยกตัวอย่าง Workflow มาให้ดูเลย
- Run by AI Live ไลฟ์เดือนละครั้ง มีแขกรับเชิญมานั่งคุยเรื่องการใช้งาน AI แบบเป็น Workflow ในโลกของธุรกิจ
ขอบคุณที่อ่านจนจบครับ
คำถามที่พบบ่อย
ผู้ใช้ AI แบ่งได้กี่กลุ่ม
ผมแบ่งกว้างๆ เป็น 4 กลุ่ม คือกลุ่มที่ใช้ AI เพื่อแชต กลุ่มที่ใช้สร้างสื่อ กลุ่มที่ใช้สร้างของอย่างเว็บไซต์หรือแอป และกลุ่มที่ใช้ AI รันงานแบบเป็น Workflow วัดด้วยคำถามเดียวว่าถ้าหยุดสั่งงาน AI ไปพักหนึ่ง งานอะไรยังเดินต่อไปได้
AI แบบ Personal Assistant ต่างจาก AI แชตยังไง
AI แบบ Personal Assistant รันงานได้เองอัตโนมัติ ถ้าเราออกแบบ Step หรือ Workflow จากการทำงานปัจจุบันให้เขา เขารันงานแบบนั้นได้ตลอด 24 ชั่วโมง ส่วน AI แชตจะให้ประโยชน์ก็ต่อเมื่อเราเข้าไปสั่งงานหรือคุยกับเขาเท่านั้น
ธุรกิจจำเป็นต้องใช้ AI ไหม ไม่ใช้แล้วจะเจ๊งหรือเปล่า
ผมไม่เชื่อแบบนั้น ผมมีเพื่อนหลายคนที่ไม่ได้ตาม AI แต่ธุรกิจยังอยู่ได้ดี สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นต้องทำถึงจะอยู่ได้ แต่เป็นการเปิดโอกาส ใครเข้าไปก่อนก็อาจจะโตได้เร็วกว่าคนอื่น

